พัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย

เสนอ

อ.ปรางค์สุวรรณ  ศักดิ์โสภณกุล

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในช่วงปัจจุบัน

  • การขึ้นครองอำนาจโดยทหารได้ดำเนินนโยบายอิงกับสหรัฐอเมริกาและต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไทยได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาในโครงการทางเศรษฐกิจ การทหาร

  • รัฐบาลชุดจอมพลป.พิบูลสงครามดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และสร้างความสัมพันธ์กับ

    จีนทำให้สหรัฐอเมริกาสนับสนุน

  • จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ายึดอำนาจ ในวันที่16 กันยายน 2500

  • ไทยและอเมริกาออกแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ในพ.ศ.2505นโยบายการต่างประเทศของไทยจึงกลายเป็นเครื่องมือปฏิบัติของอเมริกันในแถบอินโดจีน และดึงไทยเข้าร่วมในสงครามเวียดนาม                           
  • ผลกระทบของสงครามเวียดนาม  

1.ด้านเศรษฐกิจ มีการนำเข้าสินค้าอำนวยความสะดวกทำให้ไทยเสียดุลการค้า 

2.ด้านสังคม มีทหารชาวอเมริกันในไทยทำให้ไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกมา     

  • หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา รัฐบาลไทยลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังสอดคล้องกันเพราะอเมริกาเปิดความสัมพันธ์กับจีนเพื่อต่อต้านโซเวียต 
  • ในช่วงสงครามเย็นรัฐบาลไทยร่วมกับฟิลิปปินส์และมาเลเซียก่อตั้งสมาคมอาสา และต่อมาเป็นสมาชิกสำคัญของ อาเซียน และได้เน้นการส่งเสริมไมตรีระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   
  • นโยบายต่างประเทศในช่วงหลังพ.ศ. 2531 สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน มุ่งเน้นความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และได้เข้าร่วมเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปคด้วย   
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับจีนในสมัยปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่า จีนจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคตข้างหน้า จีนมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว ไทยจึงพยายามที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับจีนมากขึ้นโดยเสริมไมตรีกับจีนในด้านต่างๆเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

edit @ 14 Jan 2008 15:57:00 by historia

edit @ 14 Jan 2008 15:58:26 by historia

  • 3.สมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310  สภาพบ้านเมืองแตกฉานเมือง ต่างๆได้ตั้งตนเป็นใหญ่  เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราช ได้สำเร็จก็ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้คืนสู่สภาพเดิม  ต่อมาสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็น ราชธานี ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง และมีการติดต่อค้าขาย กับประเทศในเอเชียและตะวันตกด้วย ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศของไทยในช่วงเวลานี้มีลักษณะเดียวกับอยุธยา 

  •  1.ความสัมพันธ์กับลาว
     
    หลังจากไทยเสียกรุงแก่พม่า ลาวก็ตั้งตนเป็นอิสระจากไทยพระเจ้าตากสินมหาราชปราบก๊กต่างๆให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พระเจ้าตากสินให้เจ้าพระยาจักรียกทัพไปตีจำปาศักดิ์จนสามารถยึดได้ในพ.ศ.2321 พระเจ้าตากสินให้เจ้าพระยาจักรีไปตีเวียงจันทร์แล้วอันเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาประดิษฐานที่กรุงธนบุรี ต่อมา ร.1 พระราชทานพระบางคืนแก่ลาว ใน ร.1ไทยเป็นผู้แต่งตั้งกษัตริย์ลาว ใน ร.2 เจ้าอนุอาสาไปปราบกบฏข่าและสามารถปราบกบฏได้สำเร็จ ใน ร.3 ไทยประสบปัญหาเกี่ยวกับการปกครองประเทศราชโดยเฉพาะการก่อกบฏของหัวเมืองมลายูและการขยายอิทธิพลของเวียดนามเข้าไปในเขมร
  • 2.ความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือ
    - พระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพไปขับไล่กองทหารพม่าจากหัวเมืองประเทศราชได้สำเร็จจึงแก้ไขวิธีการปกครอง ให้เมืองต่างๆปกครองตนเองอย่างอิสระไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจเชียงใหม่แต่ขึ้นอยู่กับกรุงธนบุรี - ในสมัยรัชกาลที่ 1 พม่ายกทัพตีกรุงเทพฯเกิดสงครามเก้าทัพ -ในสมัยรัชกาลที่ 2 สนับสนุนให้หัวเมืองฝ่ายเหนือเข้มแข็งและจงรักภักดีต่อกษัตริย์ในกรุงเทพฯ - ในมัยรัชกาลที่ 3 ทรงเห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลหัวเมืองเหนืออย่างใกล้ชิด จึงให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆแก่หัว เมืองฝ่ายเหนือ  
  • 3.ความสัมพันธ์กับเขมร   มีลักษณะคล้ายกับสมัยอยุธยา คือ ไทยถือว่าเขมรเป็นประเทศราชของไทย  
  • 4.ความสัมพันธ์กับเวียดนาม   สมัยธนบุรีเกิดการกบฏไกเซินในเวียดนามขึ้น เป็นการสู้รบระหว่างราชวงศ์เหงียนกับกลุ่มชาวเวียดนามซึ่งต่อต้านกษัตริย์ราชวงศ์เหงียน  
  • 5.ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมลายู   - พระเจ้าตากสินจะรวมชาติไทยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทรงขยายอำนาจไปถึงหัวเมืองภาคใต้แต่ไม่ได้ขยายไป ถึงหัวเมืองมลายู

- สมัยรัชกาลที่ 1 พม่ายกทัพมาตีกรุงเทพ จึงเกิดสงครามเก้าทัพขึ้น จึงทำให้พม่าได้เข้ายึดภาคใต้ ของไทยไปส่วนหนึ่ง

- สมัยรัชกาลที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับหัวเมืองมลายูยังคงเป็นเหมือนเดิม   คือ หัวเมืองมลายูไม่เต็มใจที่จะอยู่ในใต้การปกครองของไทย จึงคิดหาโอกาสเหมือนกับเมืองประเทศราชอื่น     

- สมัยรัชกาลที่ 3 หัวเมืองมลายูต้องการเป็นอิสระจึงคอยหาโอกาสก่อกบฏอยู่เสมอ จึงเป็นเหตุให้หัวเมืองมลายู เอาใจอังกฤษเพื่อให้อังกฤษคุ้มครองตนเอง จึงทำให้ไทยเกิดพะวงในการปราบปรามกบฏในหัวเมืองมลายู 

  • 6.ความสัมพันธ์กับพม่า   สมัยธนบุรี ความสัมพันธ์ไทยกับพม่ายังคงเป็นคู่สงครามต่อเนื่องมาจากสมัยอยุธยา 

   

  • สงครามไทยกับพม่าสมัยธนบุรีครั้งสำคัญ   เช่น ในปลาย พ.ศ.2310 พม่ายกกองทัพมาถึงเมืองบางกุ้ง แต่ก็ถูกไทยตีแตกพ่ายไป มาถึง  

- พ.ศ.2315 – 2316 พม่าตีเมืองพิชัย 2 ครั้ง  

- พ.ศ. 2317 พม่ารบกับไทยที่บางแก้วเขตเมืองราชบุรี ซึ่งพม่าก็แพ้ทุกครั้ง  

- พ.ศ.2318 พม่ายกทัพมาโจมตีเมืองพิษณุโลก แต่ยึดได้ไม่นานก็ถูกไทยตีเอาพิษณุโลกกลับคืน 

-พ.ศ. 2319 ไทยกับพม่าทำสงครามเพื่อแย่งชิงเมืองเชียงใหม่  

- พ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ เป็นสงครามครั้งที่ใหญ่ที่สุด  

-พ.ศ. 2329 เกิดสงครามท่าดินแดง  

-พ.ศ. 2330 รัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพไปตีเมืองทวายของพม่าบ้าง แต่ก็พ่ายออกมา ในสมัยรัชกาลที่ 1 แม้ว่าไทยทำสงครามกับพม่าอยู่หลายครั้งมากกว่ารัชกาลอื่นๆ แต่ปรากฏว่าพม่าพยายามส่งทูตมาไทยหลายครั้ง แต่พม่าก็ไม่ได้มีความจริงใจ  

 

  • 7.ความสัมพันธ์กับจีน   ความสัมพันธ์ในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นดำเนินภายใต้กรอบ ความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการ สินค้าไทยที่ส่งไปขายจีนมีกำไรดี โดยเฉพาะ ข้าว ดีบุก พริกไทย น้ำตาล ไม้หอม เครื่องเทศ รังนก สัตว์ป่า เพราะจีนเป็นประเทศที่มีพลเมืองมากและขาดแคลนอาหาร จึงต้องการสินค้าไทยประเภทอาหารและวัตถุดิบ ส่วนสินค้าที่ชาวไทยนิยมซื้อจากจีนคือ ผ้าแพร ผ้าไหม

 

  • 8.ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก   ในรัชกาลที่ 2 และ รัชกาลที่ 3 มีความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกในด้านการค้า การศาสนา และการเมืองเช่นเดียว กับในสมัยอยุธยา ไทยเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับชาวยุโรปอีกครั้งหนึ่ง จากเจ้าเมืองมาเก๊าของโปรตุเกส เกิด นโยบายรอคอยและเฝ้าดู  เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับประเทศไทยในขณะนั้นเนื่องจากไทยต้องการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตก แต่ก็ไม่ยอม ตกลงตามข้อเรียกร้องของชาติตะวันตกทุกประการ  

 

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4 –พ.ศ.2475   รัชกาลที่ 4 ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อพ.ศ. 2394 หลังจากได้ทรงผนวชมาเป็นเวลาถึง 27 ปีในพ.ศ. 2398 อังกฤษได้ส่ง เซอร์จอห์น เบาว์ริง เดินทางมายังประเทศไทยและได้ตกลงทำสนธิสัญญากันเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2398 สนธิ สัญญาฉบับนี้ไทยเสียเปรียบอังกฤษหลายประการ และสนธิสัญญาฉบับนี้ยังไม่มีการกำหนดอายุการบอกเลิก แต่ ไทยยอมทำสัญญานี้เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่า ถึงเวลาที่ไทยจะต้องเปลี่ยนวิเทโศบายเพื่อประโยชน์ 2 ประการ คือ เพื่อความปลอดภัยของประเทศและเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก  

  • ในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้เองไทยได้ส่งราชทูตไปเจริญพระราชไมตรียังประเทศในยุโรปเป็นครั้งแรก ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องเผชิญกับการคุกคามของชาติตะวันตกเป็นครั้งแรก  เมื่อฝรั่งเศสได้เข้าคุกคามดินแดนเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของไทย เราจึงต้องสูญเสียดินแดนเขมรส่วนนอก ให้กับฝรั่งเศสไปในปีพ.ศ. 2410  

 

  •  การรักษาเอกราชบูรณภาพของพระราชอาณาเขตในสมัยรัชกาลที่ 5 การรักษาเอกราชของประเทศเป็น จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศในพ.ศ. 2436 (ร.ศ.112) ไทยได้เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสอ้างว่า ญวนและเขมรเคยมีอำนาจเหนือลาวมาก่อน เมื่อญวนกับเขมรเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ดินแดนต่างๆเหล่านี้ก็ควรตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย  วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 นี้นับว่าไทยสูญเสียดินแดนครั้งสำคัญ โดยต้องยอมยกดินแดนลาวเกือบทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส ขณะที่เกิดข้อพิพาทเป็นวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 นั้นฝรั่งเศสถือโอกาสส่งกองทัพไปยึดจันทบุรีไว้ อ้างว่า เพื่อเป็นประกันให้ไทยปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้นไทยปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้ไปแล้ว ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าเมืองจันทบุรี เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ จึงขอเจรจาเปลี่ยนดินแดนที่อยู่ห่างไกลให้แทน  

 

  • การจ้างที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศ  

       ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยมีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยในทุกๆด้าน รัฐบาลไทยประสบปัญหา ขาดแคลนบุคคลากรจึงต้องจ้างที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศ มีถึง275คนด้วยกัน

 

  •   การเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศ      การต่างประเทศในรัชกาลที่ 6 การคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อไทยลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากอังกฤษและฝรั่งเศสตกลงประนีประนอมกันเพื่อรักษาสถานอำนาจของทั้งสองประเทศไว้        
  •  การดำเนินการด้านการต่างประเทศที่สำคัญของรัชกาลที่6 คือ การที่ไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1  และเป็นฝ่ายชนะสงคราม ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการขอเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆที่ไม่เสมอภาค ที่ได้ทำไว้ตั้งแต่รัชกาลที่ 4   
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศช่วงหลังพ.พศ.2475-สงครามโลกครั้งที่ 2

   ในสมัยนี้ไทยมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศบนความเสมอภาคและยุติธรรม พร้อมกับตั้งอยู่บน ความคิดแบบชาตินิยม       ปัจจัยที่ส่งผลกำหนดการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงหลังพ.ศ. 2475 มีอยู่2 ปัจจัยด้วยกัน  

  • ปัจจัยภายใน ได้แก่ ลัทธิชาตินิยมในกลุ่มคณะราษฎร์ที่ต้องการสร้างประเทศไทยสู่ความเป็นชาติมหาอำนาจ
  •  ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัจจัยความล้มเหลวขององค์กรสันนิบาตชาติในการระงับเหตุการณ์กรณีพิพาท ที่เกิดจากชาติมหาอำนาจ

 

edit @ 9 Jan 2008 20:58:09 by historia

edit @ 9 Jan 2008 20:59:37 by historia

2.สมัยอยุธยา

อยุธยาเหมาะสมต่อการเป็นเมืองท่าค้าขาย รวมทั้งความมั่นคงในการปกครอง

จึงทำให้อยุธยามีอิทธิพลเหนือรัฐใกล้เคียง ปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ

ที่รุ่งเรืองโดยเฉพาะสมัยพระนารายณ์

ความสัมพันธ์กับล้านนา

มีลักษณะเป็นการทำสงครามมากกว่าการเป็นไมตรีต่อกัน สงครามระหว่างอยุธยาและล้านนา

ได้เกิดขึ้นหลายครั้งในรัชสมัยพระยาติโลกราชแห่งล้านนากับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา

 

ความสัมพันธ์กับลาว(ล้านช้าง)

ไทยกับลาวมีความสัมพันธ์กันมาแต่โบราณ มีลักษณะเป็นมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน

หลักฐานสำคัญที่แสดงถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างไทยกับลาวก็คือ

การร่วมกันสร้างพระธาตุศรีสองรัก ปัจจุบันพระธาตุศรีสองรักอยู่ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย

ความสัมพันธ์กับพม่า

ไทยกับพม่าส่วนใหญ่เป็นการแข่งอิทธิพลและการขยายอำนาจจึงทำให้เกิดสงคราม

กันตลอดเวลาสาเหตุสำคัญมาจากที่พม่าต้องการขยายอำนาจ

เข้ามาในอาณาจักรอยุธยาจึงทำให้อยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่าถึง 2 ครั้ง

ด้วยกัน นอกจากการทำสงครามแล้วไทยกับพม่าก็ยังมีการติดต่อค้าขายกัน

ในบางครั้งการทำสงครามระหว่างไทยกับพม่ามีสาเหตุจากการที่ไทยจับเรือสำเภาของพม่า

ที่ไปค้าขายที่เมืองมะริดซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญของไทยจึงทำให้พม่าไม่พอใจ

ความสัมพันธ์กับเขมร

เขมรเคยมีอิทธิพลในดินแดนไทย ทำให้เขมรมีความสัมพันธ์กับไทยในฐานะเมืองประเทศราช

 ตลอดสมัยอยุธยามีผลทำให้ไทยได้รับอิทธิพลจากเขมรในด้านต่างๆ ได้แก่

 1.ด้านการปกครอง  – ไทยได้รับแนวความคิดที่กษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นสมมติเทพจากเขมรเข้ามาด้วย

 2.ไทยได้รับขนบธรรมเนียมประเพณีมาจากเขมร เช่น พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

 3.ด้านประติมากรรม – การหล่อพระพุทธรูปยุคอู่ทอง

 เป็นการหล่อพระพุทธรูปสมัยอยุธยายุคแรกของไทยก็ได้แบบอย่างมาจากเขมร

 4.ด้านวรรณคดี     – ไทยนิยมใช้ภาษาขอมและภาษาบาลีสันสกฤตในวรรณคดีต่างๆ

ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมลายู

ในสมัยอยุธยาตอนต้นได้มีการติดต่อกับหัวเมืองต่างๆทางใต้ของไทย

หัวเมืองมลายูมีฐานะเป็นประเทศราชของไทยจึงมีหน้าที่ส่งเครื่องราชบรรณการพร้อมกับ

ต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาถวายกษัตริย์ไทย 3 ปีต่อครั้ง อยุธยาจะดูแลความสงบเรียบร้อยของหัวเมืองมลายู

หากหัวเมืองมลายูได้รับความเดือดร้อน อยุธยามีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ

ความสัมพันธ์กับญวน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวนมักจะเป็นเรื่องของการแข่งขันกันมีอิทธิพลในเขมร

แต่บางครั้งก็เป็นมิตรไมตรีต่อกัน

เมื่อญวนรบกันเองไทยสามารถขยายอิทธิพลและมีอำนาจในเขมรได้อย่างสะดวก

 แต่เมื่อญวนรวมกำลังกันได้ก็จะขยายอำนาจเข้าไปในเขมร ทำให้เกิดสงครามกับไทยได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลายๆครั้ง

ความสัมพันธืกับชาติในเอเชีย

1.ความสัมพันธ์กับจีน

รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับจีนเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบรัฐบรรณาการ

ในระบบความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการนั้น

 จักรพรรดิจีนถือว่าอยุธยา คือประเทศราชของจักรวรรดิจีน

แต่สำหรับอยุธยาแล้วถือว่าความสัมพันธ์กับจีนเป็นรูปแบบของการค้า

การค้าและการทูตระหว่างจีนกับอยุธยา เป็นผลให้ชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากเป็นชุมชนขึ้นที่

กรุงศรีอยุธยาส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้า มีความรู้ความชำนาญด้านการค้าและการเดินเรือ

2.ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น

ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 อยุธยาได้ติดต่อกับริวกิว (ปัจจุบันคือโอกินาวาของญี่ปุ่น)

มีการแลกเปลี่ยนคณะทูต ของกำนัลและการค้าได้เข้ามาในรูปของการทูต

ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของอยุธยา

เรือสำเภาญี่ปุ่นที่จะเดินทางค้าขายจะต้องได้รับใบอนุญาตเรียกว่า ใบเบิกร่องก่อน

ปลายพุทธศตวรรษที่ 22 อยุธยากับญี่ปุ่นไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน

เพราะญี่ปุ่นประกาศปิดประเทศ ห้ามคนญี่ปุ่นออกนอกประเทศ

 อนุญาตให้เฉพาะฮอลันดาและจีนเท่านั้น แต่การค้าระหว่างอยุธยากับญี่ปุ่นยังคงดำเนินต่อไป

3.ความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันตก

พ่อค้าที่มีอิทธิพลและบทบาททางการค้าสูงมาก คือ พวกมัวร์

ซึ่งเป็นชื่อเรียกชาวอินเดียมุสลิม ชาวเปอร์เชียหรืออิหร่าน ชาวตุรกี

 และชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวมัวร์ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชมใหญ่ที่กรุงศรีอยุธยา

ทำให้มีการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาวมัวร์กับคนอยุธยา

ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก

1.ความสัมพันธ์กับโปรตุเกส

โปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับอยุธยา โดยจุดมุ่งหมายสำคัญ

คือ ต้องการผลประโยชน์ทางการค้าและเผยแผ่ศาสนา

โปรตุเกสขายปืนและอาวุธสงครามให้แก่อยุธยาเป็นการแลกเปลี่ยนกับสิทธิในการค้า

2.ความสัมพันธ์กับสเปน

สัมพันธภาพระหว่างไทยกับสเปนไม่ราบรื่นและขาดความต่อเนื่อง

เพราะว่าสเปนสนับสนุนให้เขมรเป็นอิสระจากอยุธยา

 โดยหวังจะใช้เป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นแหล่งเผยแผ่ศาสนาคริสต์

จึงบาดหมางกับไทยชาวสเปนไม่ได้ตั้งรกรากในกรุงศรีอยุธยาจึงไม่ได้มีอิทธิพล

ทางวัฒนธรรมหลงเหลือให้เห็นเด่นชัด

3.ความสัมพันธ์กับฮอลันดา

ฮอลันดาเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาจุดมุ่งหมายสำคัญของฮอลันดา

คือ ความต้องการซื้อสินค้าจากจีนและหาช่องทางเข้าไปค้าขายในจีน

โดยอาศัยเรือสำเภาของไทย แต่ไทยยินดีต้อนรับเฉพาะเรื่องที่ชาวฮอลันดาเข้ามาค้าขายเท่านั้น

 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 การค้าของฮอลันดาที่กรุงศรีอยุธยาค่อยๆลดความสำคัญลง

เพราะมีอุปสรรคนานาประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า ความผันผวนทางการเมือง

4.ความสัมพันธ์กับอังกฤษ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอังกฤษซบเซา และหยุดชะงักลงเนื่องจากอังกฤษ

พยายามจะยึดเมืองมะริดแต่ถูกขับไล่ออกไป

 จึงทำให้อยุธยากับอังกฤษประกาศสงครามต่อกัน แม้สงครามจะไม่เกิด

แต่ก็ทำให้เหินห่างกันไปและยุติลงอย่างเด็ดขาด

5.ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส

ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสเป็นระยะเวลาค่อนข้างสั้น จุดมุ่งหมายหลักของฝรั่งเศสอยู่ที่การติดต่อการค้ากับไทยและพยายามโน้มน้าวคนไทยให้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แต่ฝ่ายไทยให้ความสนใจในเรื่องการค้าและความสัมพันธ์ทางการทูตมากกว่า